<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“จะเปิดหรือปิดต่อ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอร่วมให้ความเห็นประเด็น &amp;ldquo;จะเปิดหรือจะปิดต่อ&amp;rdquo; นโยบายระยะห่างสังคมด้วยข้อมูลและข้อสังเกตุเหล่านี้นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสภาวะที่ดูเหมือนการติดเชื้อหรือการแพร่เชื้อโควิท19 ในประเทศไทยจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนจากฝ่ายนโยบายว่า กำลังใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดว่า เราจะ &amp;ldquo;เปิดหรือปิด&amp;rdquo; ต่อไป มีเสียงจากหลายฝ่ายตั้งคำถามว่ามาตรการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะสามารถยกเลิกหรือผ่อนปรนได้หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีทั้งที่เสนอให้ยกเลิก แต่ยกเว้นบางกิจการที่เข้าข่ายกิจกรรมหรือกิจการเสี่ยง อย่างสนามมวย สถานบันเทิง ซึ่งนอกจากจะเป็นที่พบผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อสูงในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์น้อยต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกด้านหนึ่งมองว่าน่าจะค่อยๆ อนุญาตให้หน่วยการผลิตบางหน่วยกลับมาทำการผลิตได้ โดยเฉพาะที่จะทำให้ผู้ยากไร้หรือผู้มีรายได้น้อยสามารถกลับมาทำงานมีรายได้ แทนที่จะปล่อยให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระในการช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไปดูประเทศต่างๆทั้งที่ผ่านการสู้กับโควิท จนอยู่ในสภาวะที่ดูจะควบคุมได้ รวมทั้งที่กำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก ก็น่าจะได้บทเรียน และแนวทางมาประกอบการตัดสินใจของฝ่ายต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศจีนและเกาหลีมักถูกอ้างถึงในฐานะประเทศที่ผ่านการต่อสู้จนควบคุมได้อยู่ในขณะนี้ ซึ่งชัดเจนว่า มาตรการที่เข้มงวดจำนวนหนึ่งยังคงมีอยู่ ในขณะที่ผ่อนปรนมาตรการเดิมลงไปจำนวนหนึ่ง แต่ทั้งหมดทำด้วยความไมประมาท ค่อยเป็นค่อยไป โดยมีระบบการติดตามและข้อมูลที่เป็นตัวช่วยเตือนว่า สถานการณ์อาจกลับมารุนแรงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกสองประเทศที่ทำให้หลายฝ่ายแปลกใจ หรือถึงขั้นตกใจ เพราะยังอยู่ในสภาวะที่ผู้ป่วยยังเพิ่มมากในแต่ละวัน แต่เริ่มผ่อนปรน หรือพูดถึงการผ่อนปรน หรือยกเลิกมาตรการที่ทำอยู่ อย่างสเปนที่จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยใหม่ยังแกว่งอยู่ที่ 3000-6500ต่อวันในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ผ่อนให้ประชาชนสามารถออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ให้เว้นระยะห่าง และมีการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยรวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการป้องกันตัวเอง ส่วนในอเมริกาที่ยังเป็นประเทศอันดับหนึ่งในแง่ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต มีผู้ป่วยใหม่วันละ 2.5-3 หมื่นรายต่อวันในช่วงส้ปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลกลางประกาศว่าน่าจะสามารถยกเลิกมาตรการที่เข้มงวดหลายอย่างได้ในหลายรัฐก่อนสิ้นเดือนเมษายน พร้อมกับออกแนวทางการยกเลิกมาตรการ ให้รัฐต่างๆนำไปพิจารณาในขณะที่ผู้ว่าการรัฐที่ประสบปัญหาหนัก เช่นนิวยอร์กและฟลอรีดาออกมาให้ความเห็นว่า รัฐบาลกลางไม่ควรจะเข้ามายุ่งและควรจะปล่อยให้แต่ละรัฐตัดสินใจเอง มิฉะนั้นอาจสร้างวิกฤติรัฐธรรมนูญว่าด้วยการถ่วงดุลย์อำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดรัฐบาลกลางออกแนวทาง &amp;ldquo;เปิดอเมริกาอีกครั้ง (open america again)&amp;rdquo; เมื่อวันที่19 เมษายน ซึงโดยรวมก็ชัดเจนว่า ให้กระทำด้วยความระมัดระวัง แต่ที่สำคัญกว่าคือให้ประเมินและสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งของมาตรการ ติดตามและตรวจแยกกลุ่มเสี่ยง อย่างจริงจัง และการเปิดกิจการต่างๆ ก็ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมจะกลับไปคุมเข้มแบบเดิมได้ โดยใช้ข้อมูลสถานการณ์และความพร้อมของระบบบริการสาธารณสุขเป็นฐานสำคัญ และแน่นอนว่า ภายใต้แนวทางที่ออกมาอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่รัฐ ไม่ใช่รัฐบาลกลาง&amp;nbsp;
สำหรับประเทศไทย แนวคิดที่ทางสหรัฐฯ ออกมาน่าสนใจ อย่างน้อยใน 3 มิติต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การมองว่าสถานการณ์กำลังดีขึ้นหรือไม่ ไม่ได้มองแค่ตัวชี้วัดเดียว และที่สำคัญไม่ได้มองแต่จำนวนคนไข้หรือผู้ติดเชื้อที่ลดลง แต่ต้องดูความพร้อมและภาระที่มีอยู่ของระบบบริการสาธารณสุข (ถ้ายังยุ่งกับโควิตเป็นหลัก หรือขาดแคลนอุปกรณ์ หรืออยู่ในภาวะปริ่มน้ำก็แปลว่ายังไมพร้อม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องมีระบบข้อมูลที่ติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด และอาจต้องแยกแยะรายละเอียดได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ไม่ใชแค่ภาพรวมระดับประเทศ และระบบข้อมูลนี้ต้องสะท้อนสถานการณ์ที่เป็นจริง และบอกความผิดปกติได้ &amp;ldquo;ล่วงหน้า&amp;rdquo; ไม่ใช่เฉพาะเมื่อมีผู้ป่วยปรากฎตัวขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่อาจจะสำคัญมาก เป็นมิติที่ 3 คือต้องมีระบบและวิธีการทำงานที่เข้มข้นในการติดตามและจัดการกับ &amp;ldquo;กลุ่มเสี่ยงสูง&amp;rdquo; ที่ &amp;ldquo;อาจเป็นผู้แพร่เชื้อ&amp;rdquo; ได้ &amp;lsquo;ทันการณ์&amp;rsquo; ซึ่งหากเจาะลงไปในรายละเอียด จะพบว่ามีอยู่อย่างน้อย 2 อย่างที่จำเป็นต้องสร้างและทำให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในบริบทไทย คือ การทำให้สามารถตรวจหาการติดเชื่อใน &amp;ldquo;กลุ่มผู้สงสัย&amp;rdquo; ได้เร็วและมากขึ้น ด้วยการปรับเกณฑ์ และทำให้การส่งตรวจหาเชื้อเป็นไปได้ง่ายขึ้น นี่ไม่นับกลไกที่จะมาช่วยสอดส่องหากลุ่มเสี่ยง ที่ต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจังและทั่วถึงในระดับพื้นที่ &amp;nbsp;ซึ่งแม้มีอยู่แต่ก็ยังเข้มแข็งและเข้มข้นแตกต่างกันมาก และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ สถานที่กักแยก &amp;ldquo;ผู้ต้องสงสัย&amp;rdquo; แทนการพึ่งมาตรการ การแยกตัวเองที่บ้าน อย่างที่ทำกันอยู่ในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักคิดที่บอกว่า ต้องดูความพร้อมของกลไกพื้นฐาน และต้องมีระบบข้อมูลที่ดีเพือให้ปรับตัวได้ทันเวลา (ไม่นับความสามารถของกลไกนโยบายที่จะหันกลับไปใช้มาตรการเข้มงวดขึ้น เมื่อจำเป็น) น่าจะสำคัญมากสำหรับการตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป มากกว่าการมองเพียง ข้อมูลการแพร่ระบาดที่อาจจะกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างความพร้อมที่สำคัญ นอกจากโรงพยาบาลที่ต้องดูแลคนไข้ น่าจะคือการระดมกำลังจากภาคประชาชชนและชุมชน ทำงานร่วมกับภาครัฐ (ที่ไม่ใช่เพียงภาคสาธารณสุข) ในการเฝ้าระวัง ตจรวจหาการติดเชื้ออย่างรวดเร็วและเหมาะสม ตลอดไปถึงแยกดูแลผู้มีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่เชื้อ ให้เขามีความมั่นใจและเกิดความรู้สึกว่าได้ช่วยลดความเสี่ยงของคนอื่น ไม่ใช่ผู้โชคร้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทราบว่าขณะนี้ฝ่ายสาธารณสุขกำลังปรับรายละเอียดของมาตรการติดตามและตรวจหากลุ่มเสี่ยง เพื่อให้พบผู้เข้าข่ายเสี่ยงได้มากขึ้นและเร็วขึ้น เชื่อว่า บทบาทของชุมชน ก็จะสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่จะช่วยชี้เป้า และคอยช่วยเหลือผู้อยู่ในข่ายต้องแยกดูแล
ความพร้อมอีกส่วนหนึ่งคือ ระบบดูแลป้องกันกลุ่มเปราะบางไม่ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่นกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่มากก็ไม่ได้แปลว่า เรามีระบบที่เน้นการป้องกันกลุ่มเหล่านี้ที่มั่นใจได้ และคงต้องช่วยกันสร้างโดยกลไกชุมชน&amp;nbsp;
ความท้าทายสำคัญจะอยู่ในพื้นที่เมือง หรือในที่ชุมชนยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมั่นใจว่าพร้อม การจะเปิดหรือผ่อนปรนมาตรการใด ในกลุ่มใด หรือพื้ที่ใด ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพ โดยตระหนักว่า ไม่ว่าจะมีคุณภาพเพียงใดก็เป็นเพียงตัวช่วย ไม่ใช่ความจริงสุดท้าย ที่ไม่มีใครเถียงได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในท้ายที่สุด ต้องยอมรับว่า การสร้างพฤติกรรมและความเคยชินใหม่ๆ ซึ่งอาจรวมถึงการสร้างรูปแบบการผลิตทางเศรษฐกิจใหม่ๆ คงเป็นเรื่องที่ปฎิเสธไม่ได้ เพราะเราคงต้องอยู่กับการควบคุมการระบาดของโรคนี้ไปอีกนาน และถือโอกาสหารูปแบบการผลิตทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ขึ้นกับการรวมตัว หรือการเคลื่อนที่ของประชากรจำนวนมากๆ หรือการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีไปสู่เมืองเล็ก &amp;nbsp;แทนที่จะไปตั้งความหวังว่า จะมีวัคซีนมาช่วยเพื่อที่เราจะได้กลับไปมีชีวิตแบบเดิมๆ เสมือนหนึ่งว่านี่เป็นเพียงฝันร้าย และเรากำลังรอที่จะตื่นจากฝันร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สมศักดิ์ &amp;nbsp;ชุณหรัศมิ์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63911</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, จะเปิดหรือจะปิดต่อ, นายแพทย์สมศักดิ์  ชุณหรัศมิ์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200419/image_big_5e9bf46b25c09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
